RSS Feed

กฏหมายคุ้มครองเด็ก

           เนื่องด้วยปัญหาเรื่องเด็กเป็นปัญหาที่ใกล้ตัว และเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวัน ข้าพเจ้าจึงหาบทความที่มีการอธิบายว่าในพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มีแนวทางในการคุ้มครองเด็กอย่างไร บทบาทหน้าที่ที่ทุกคน และทุกภาคส่วนจะปฏิบัติต่อเด็กอย่างไร บทห้ามไม่ให้เด็กปฏิบัติ และมาตรการในการคุ้มครองเด็ก

ปัญหาเด็กและเยาวชน แก้ไขได้ด้วยกฎหมายคุ้มครองเด็ก

หลายปีที่ผ่านมาปัญหาที่เกิดแก่เด็กและเยาวชนเกิดขึ้นมากมายหลายเรื่องราว เป็นที่หนักใจของพ่อแม่ผู้ปกครอง และนับวันจะทวีความรุนแรง และวิกฤติขึ้น ยากแก่การแก้ไข หลาย ๆ ฝ่ายได้ระดมช่วยกันแก้ไขอย่างต่อเนื่อง ด้วยวิธีการต่าง ๆ มากมาย วิธีหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนได้ ก็คือวิธีการทางกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ซึ่งมีผลใช้บังคับมาตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2547

กฎหมายคุ้มครองเด็กฉบับนี้บังคับใช้กับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ และนักเรียนนักศึกษา เป็นกฎหมาย ที่ให้การคุ้มครอง ช่วยเหลือเยียวยาแก้ปัญหา และส่งเสริมความประพฤติเด็ก มิใช่กฎหมายที่กำหนดโทษเอาโทษแก่เด็ก มีสาระสำคัญ กำหนดเป็นหลักการ ในเบื้องต้น ให้ทุกคนปฏิบัติต่อเด็กโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุด ของเด็ก และไม่เลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรม และกำหนดมาตรฐานให้พ่อแม่ ผู้ปกครองมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนพัฒนาเด็ก และคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก ทั้งยังได้กำหนด วิธีการคุ้มครองเด็กเป็น 3 วิธี คือการสงเคราะห์เด็ก การคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก และการส่งเสริม ความประพฤตินักเรียน นักศึกษา และได้กำหนดแนวทางในการคุ้มครองเด็กทั้งสามวิธีดังกล่าวไว้ด้วย ดังนี้

            1. การสงเคราะห์เด็ก เป็นการให้ความช่วยเหลือแก่เด็ก และผู้ปกครอง ที่อยู่ในภาวะต้องได้รับการสงเคราะห์ เพื่อให้เด็กได้รับการอบรมเลี้ยงดู และมีพัฒนาการที่เหมาะสม ได้แก่เด็กที่ขาดไร้อุปการะ เด็กที่ตกทุกข์ได้ยากไร้ที่พึ่ง เช่น เด็กเร่ร่อน เด็กกำพร้า เด็กถูกทอดทิ้ง เป็นต้น และเด็กที่พ่อแม่ผู้ปกครอง ไม่สามารถอุปการะเลี้ยงดู หรือไม่อยู่ในภาวะ ที่อาจเลี้ยงดูได้ เช่น พ่อแม่ที่หย่าร้าง พ่อแม่ที่ติดคุก พ่อแม่ที่ติดสุรา ยาเสพติด พ่อแม่ที่ทำทารุณกรรม ต่อเด็ก เป็นต้น เด็กเหล่านี้จะได้รับการช่วยเหลือสงเคราะห์จากหน่วยงานของรัฐในการเลี้ยงดู อบรม ฝึกอาชีพ หรือบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพ ทางร่างกายและจิตใจ

            2. การคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก เป็นการให้ความคุ้มครองเด็ก ที่ถูกทำทารุณกรรม ให้ได้รับความปลอดภัย จากภยันตราย เช่น เด็กที่ถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจ ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ถูกหน่วงเหนี่ยวกักขัง ไม่ว่าจากผู้อื่นหรือบุคคลใกล้ชิดในครอบครัว และให้ความคุ้มครองเด็กที่มีความประพฤติไม่สมควร เด็กที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการกระทำผิดให้มีสวัสดิภาพ ได้รับความปลอดภัย เด็กเหล่านี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ สามารถเข้าไปช่วยเหลือ แยกเด็กให้พ้นจากภัยอันตราย และนำเด็กไปคุ้มครองสวัสดิภาพตามวิธีการ ตามที่กฎหมายกำหนดได้ เช่น บำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจ อบรมเลี้ยงดูให้การศึกษา ฝึกหัดอาชีพ อบรมจริยธรรม เป็นต้น

            3. การส่งเสริมความประพฤตินักเรียนนักศึกษา เป็นการส่งเสริมให้เด็กนักเรียน นักศึกษา มีความประพฤติที่เหมาะสม มีความปลอดภัย และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยวิธีการแนะแนว ฝึกอบรม และจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครอง ได้รู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง ซึ่งภาระกิจนี้ โรงเรียน สถานศึกษาและคุณครูผู้ปกครอง เป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่จะต้องช่วยกันทำเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กฎหมายกำหนดไว้

กฎหมายคุ้มครองเด็กฉบับนี้ ได้กำหนดให้ทุกคนและทุกภาคส่วนมีบทบาทหน้าที่ในการคุ้มครองเด็ก ดังนี้

1. ประชาชนทุกคน มีหน้าที่ช่วยเหลือเบื้องต้น และแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อพบเห็นเด็ก ตกอยู่ในสภาพที่ต้องคุ้มครอง ดังกล่าว และห้ามกระทำการไม่สมควรต่อเด็ก เช่น ทำทารุณกรรม ทำร้าย ล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก จำหน่ายแลกเปลี่ยน ให้สุราหรือบุหรี่แก่เด็ก บังคับขู่เข็ญ ส่งเสริม ยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร เสี่ยงต่อการกระทำผิด เล่นการพนัน เสพสุราบุหรี่ เข้าไปในสถานที่ไม่สมควร ใช้เด็กไปขอทาน กระทำผิดต่อกฎหมาย แสดงลามกอนาจาร เป็นต้น

2. พ่อแม่ผู้ปกครอง มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู อบรม สั่งสอนและพัฒนาเด็ก ให้มีความประพฤติเหมาะสม และคุ้มครองเด็ก ให้มีความปลอดภัย ไม่ทอดทิ้งเด็ก ละทิ้งเด็ก เป็นต้น

3. พนักงานเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐ มีหน้าที่สงเคราะห์ คุ้มครองสวัสดิภาพ และส่งเสริมความประพฤติของเด็ก นักเรียน นักศึกษา ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด

4. โรงเรียน สถานศึกษา มีหน้าที่กำหนดระเบียบให้นักเรียน นักศึกษา ปฏิบัติตามที่กฎกระทรวงกำหนด และมีหน้าที่ จัดกิจกรรม ระบบงานแนะแนว ให้คำปรึกษาและฝึกอบรมนักเรียน นักศึกษาและผู้ปกครอง เพื่อส่งเสริมให้นักเรียน นักศึกษา มีความประพฤติเหมาะสม มีความปลอดภัย และมีความรับผิดชอบต่อสังคม

นอกจากนี้ในด้านของเด็ก นักเรียน นักศึกษา กฎหมายฉบับนี้ ได้กำหนดบทห้าม ไว้เป็นหน้าที่ที่เด็ก นักเรียน นักศึกษา ต้องปฏิบัติ คือ

  • ห้ามประพฤติตนไม่สมควร
  • ห้ามซื้อหรือเสพสุราหรือบุหรี่
  • ห้ามเข้าไปในสถานที่เฉพาะเพื่อการจำหน่ายหรือเสพสุราหรือบุหรี่
  • ห้ามนักเรียน นักศึกษา ฝ่าฝืนระเบียบของโรงเรียนสถานศึกษา

            มาตรการในการคุ้มครองเด็ก ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ. ศ.2546 ทั้ง 3 วิธี เป็นมาตรการ ในการคุ้มครองเด็กที่ดี สามารถทำให้เป็นรูปธรรมในการแก้ปัญหาที่เกิดกับเด็กและเยาวชนได้ ดังจะเห็นได้จาก บทบัญญัติที่กฎหมายฉบับนี้กำหนดไว้ สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

1. มาตรการสงเคราะห์เด็ก ( เกื้อเด็กยาก)  เมื่อพบเห็นเด็กที่ควรได้รับการช่วยเหลือสงเคราะห์ พนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจหน้าที่ให้ความช่วยเหลือสงเคราะห์เด็ก และครอบครัวของเด็ก โดยในเบื้องต้น จะช่วยเหลือครอบครัวของเด็ก ให้สามารถเลี้ยงดูเด็ก ให้ได้ด้วยตนเองก่อน หากครอบครัวของเด็กไม่สามารถเลี้ยงดูเด็กได้ หรือเด็กไม่มีพ่อแม่ผู้ปกครอง พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการ ช่วยเหลือเด็กได้หลายวิธี เช่น ดำเนินการให้เด็กได้เป็นบุตรบุญธรรม ส่งเด็กเข้ารับการอุปการะ ในสถานรับเลี้ยงเด็กสถานสงเคราะห์ สถานพัฒนาและฟื้นฟูสมรรถภาพ ทางร่างกายหรือจิตใจ ตามควรแก่กรณีเป็นต้น

2. มาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก ( แก้เด็กเสี่ยง)  เมื่อพบเห็นเด็กที่ถูกทำทารุณกรรม หรือเด็กที่มีความประพฤติ ไม่สมควร มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการกระทำผิด พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจหน้าที่ให้ความคุ้มครองสวัสดิภาพ ช่วยเหลือ ให้ได้รับความปลอดภัย โดยตรวจค้นแยกเด็ก และนำตัวเด็กไปตรวจรักษาทางร่างกาย หรือจิตใจ ทำการสืบเสาะพินิจเกี่ยวกับตัวเด็ก และครอบครัว เพื่อให้มีข้อมูลทำการวิจัย ตามหลักวิชาการและกำหนดวิธีการ คุ้มครองสวัสดิภาพที่เหมาะสม เช่น ส่งเด็กไปบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพ ทางร่างกาย และจิตใจ หรือส่งสถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก ให้เด็กได้รับการอบรมเลี้ยงดู ฝึกอาชีพ รับการศึกษา อบรมจริยธรรม หรือคืนเด็กให้พ่อแม่ผู้ปกครอง ไปดูแลโดยกำหนดเงื่อนไข ให้พ่อแม่ผู้ปกครองปฏิบัติ เช่น ดูแลไม่ได้เด็ก ออกจากบ้านในเวลากลางคืน ไม่ให้เด็กเข้าไปในสถานที่ไม่สมควร ให้เด็กคบหาสมาคมกับผู้ที่จะชักนำไปในทางเสียหาย โดยมีเจ้าหน้าที่ คอยกำกับควบคุม ดูแลพ่อแม่ผู้ปกครอง และเด็กอีกชั้นหนึ่ง

3. มาตรการส่งเสริมความประพฤติเด็ก นักเรียน นักศึกษา (กันเด็กเสีย)กฎหมายกำหนดมาตรการ ส่งเสริมความประพฤติ ทั้งเด็กที่พึงได้รับการสงเคราะห์ ด้วยการช่วยเหลือให้เด็กได้รับการศึกษา ฝึกอาชีพ เด็กที่พึงได้รับ การคุ้มครองสวัสดิภาพ ด้วยการส่งเด็กเข้ารับการกล่อมเกลาจิตใจ ตามหลักศาสนา และนักเรียน นักศึกษา ด้วยการกำหนดให้ โรงเรียน สถานศึกษา จัดให้มีกิจกรรม หรือระบบงานบริหารด้านแนะแนว ปรึกษาและอบรม นักเรียน นักศึกษาและผู้ปกครอง เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา มีความประพฤติเหมาะสม มีความปลอดภัยและมีความรับผิดชอบต่อสังคม

นอกจากนี้กฎหมายฉบับนี้ ยังมีบทบัญญัติ ห้ามทุกคนกระทำต่อเด็ก ในลักษณะที่ทำให้เด็ก ตกอยู่ในภาวะที่ไม่ปลอดภัย หรือมีความประพฤติไม่สมควร มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการกระทำผิด เช่น ห้ามทำทารุณกรรมเด็ก ห้ามส่งเสริมยินยอม ให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร เล่นการพนันเข้าไปในที่ไม่สมควร กระทำการใด อันเป็นการขัดขวางต่อการเจริญเติบโต การพัฒนาการ ใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการขอทานแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ กระทำผิดกฎหมาย หรือจำหน่ายให้สุรา หรือบุหรี่แก่เด็ก เป็นต้น และห้ามผู้ปกครองทอดทิ้ง ละทิ้งเด็ก ไม่ให้สิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต หรือสุขภาพอนามัยแก่เด็ก และเลี้ยงดูเด็กโดยมิชอบ เป็นต้น

เมื่อพิจารณาสาระสำคัญในพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ. ศ.2546 ที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546  เป็นกฎหมายที่มีประโยชน์อย่างมากในการคุ้มครองเด็กและสังคมให้ปลอดภัย แต่ในความเป็นจริง กฎหมายฉบับนี้ ยังไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ ในการคุ้มครองเด็ก และแก้ปัญหาเด็กและเยาวชน ในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ เนื่องจากการปฏิบัติ ตามกฎหมายฉบับนี้ยังมีปัญหาและอุปสรรคหลายประการ ดังนี้

  • บุคคลที่มีบทบาทหน้าที่ ตามกฎหมายฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง พนักงานเจ้าหน้าที่ รวมถึงประชาชนทั่วไป ยังมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสาระสำคัญในกฎหมายฉบับนี้น้อยมาก
  • พนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ มีข้อจำกัดในการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากอัตรากำลังมีน้อย ไม่พอเพียงกับบทบาทหน้าที่ ยังขาดระเบียบ กฎกระทรวงที่วางแนวทางในการปฏิบัติ ทำให้เจ้าหน้าที่ ขาดความมั่นใจในการปฏิบัติงาน ตามกฎหมายฉบับนี้ซึ่งเป็นเรื่องใหม่
  • สถานที่รองรับการคุ้มครองเด็ก ไม่ว่าจะเป็นสถานสงเคราะห์ สถานคุ้มครองสวัสดิภาพ สถานพัฒนาและฟื้นฟูสมรรถภาพ ทางร่างกายและจิตใจแทบจะไม่มี เป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการปฏิบัติหน้าที่ ของพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่จะส่งต่อเด็กที่จำต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย
  • สี่กระทรวงหลักที่มีบทบาทหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม ให้ความสนใจในการคุ้มครองเด็กตามพระราชบัญญัติฉบับนี้น้อยมาก จึงไม่มีการเคลื่อนไหวที่เป็นรูปธรรม

หากปัญหาและอุปสรรคที่กล่าวมาข้างต้น ได้รับการแก้ไข และผู้ที่มีบทบาทหน้าที่ ในการคุ้มครองเด็ก ให้ความสนใจ และร่วมมือกัน ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ แล้วละก็ปัญหาเด็กและเยาวชน ที่เกิดขึ้นในสังคมทุกวันนี้ ย่อมได้รับการคลี่คลายให้เบาบางลง จนสามารถควบคุมได้ เด็กและเยาวชนของไทยก็จะเจริญเติบโต มีพัฒนาการสมวัยมีความประพฤติเหมาะสม มีความปลอดภัย และรับผิดชอบต่อสังคม สมความมุ่งหมายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ขณะนี้ สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ให้ความสำคัญกับกฎหมายฉบับนี้ จึงได้มีการเผยแพร่อบรม ให้ความรู้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 กับกลุ่มบุคคลต่าง ๆ จึงขอให้รัฐช่วยส่งเสริมสนับสนุน และผลักดันให้มีการใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 อย่างกว้างขวาง และเป็นรูปธรรมประโยชน์สูงสุด ก็จะบังเกิดกับเด็กและเยาวชน ตลอดจนประชาชนและสังคมในที่สุด

เอกสารเพิ่มติม : คลิก

อ้างอิง : http://www.l3nr.org/posts/257535

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: